No. 28/2024: อานนท์ นำภา

ชื่อ:

อานนท์ นำภา

สถานะการควบคุม:

ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว

วันที่:

9 ต.ค. 2567

ประเภทการควบคุม:

  • ประเภทที่ 1 การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ
  • ประเภทที่ 2 การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
  • ประเภทที่ 3 เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (right to fair trial) ที่นำไปสู่การคุมขัง
  • ประเภทที่ 5 การควบคุมตัวสืบเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติ (discrimination) โดยมิชอบด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ความเห็นทางการเมือง ฯลฯ

ข้อมูลการละเมิดสิทธิ

  • ผู้ร้องระบุรายละเอียดคดีมาตรา 112 ของอานนท์ นำภา จำนวน 2 คดีเข้าไปยังคำร้องที่ส่งถึงคณะทำงานฯ ได้แก่ คดีหมายเลขดำ อ.2495/2564 และคดีหมายเลขดำ อ.2804/2564

.

คดีที่ 1 คดีหมายเลขดำ อ.2495/2564

  • ในคดีนี้ อานนท์ถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยเขาถูกกล่าวหาว่าปราศรัยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
 
  • วันที่ 7 ต.ค. 2564 อัยการมีคำสั่งสั่งฟ้องอานนท์ในข้อหาตามมาตรา 112 แห่งประมงลกฎหมายอาญา :ซึ่งเป็นคดีมาตรา 112 ที่ 10 ของอานนท์ ระหว่างวันที่ 7 ต.ค. 2564 ถึง 22 ก.พ. 2565 อานนท์ได้ยื่นขอประกันตัวทั้งหมด 8 ครั้ง โดยใน 7 ครั้งแรก ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ในครั้งแรกที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตนั้น ศาลให้เหตุผลว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์ของคดีแล้ว ข้อหาตามฟ้องมีอัตราโทษสูง ประกอบจำเลยยังถูกดำเนินคดีที่ศาลนี้หลายเรื่อง บางคดีศาลไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณา หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว อาจจะหลบหนีได้
 
  • ในการยื่นขอประกันตัวครั้งที่ 8 โดยใช้เงิน 100,000 บาท ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว หลังจากถูกคุมขังก่อนมีคำพิพากษาเป็นเวลา 139 วัน โดยมีเงื่อนไขดังนี้
    1. ห้ามทำกิจกรรมหรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์และศาลในทุกด้าน รวมทั้งห้ามกระทำการใด ๆ ที่เป็นการขัดขวางกระบวนการพิจารณาคดีของศาล
    2. ห้ามเข้าร่วมการชุมนุมที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
    3. ให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM)
    4. ห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 21.00 – 06.00 น. เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเพื่อการรักษาพยาบาล ไปศึกษาเล่าเรียน ไปสถานีตำรวจ สำนักงานอัยการ หรือศาล หรือได้รับอนุญาตจากศาล
    5. ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล
  • วันที่ 26 กันยายน 2566 ศาลอาญามีคำพิพากษาว่า อานนท์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 20,000 บาท ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ภายหลังมีคำพิพากษา อานนท์ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวต่อศาลอาญา ซึ่งคำร้องดังกล่าวถูกส่งต่อให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา
 
  • วันที่ 30 กันยายน 2566 ศาลอุทธรณ์ได้ปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวของอานนท์ โดยให้เหตุผลว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับพยานหลักฐานในสำนวนแล้ว การกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนและสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุเชื่อได้ว่าจำเลยอาจหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างอุทธรณ์ ให้ยกคำร้อง

.

คดีที่ 2 คดีหมายเลขดำ อ. 2804/2564

  • ในคดีนี้ อานนท์ถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) จากการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย 3 โพสต์ โดยใน
    1. โพสต์แรกเขาตั้งคำถามว่าทำไมการเสื่อมศรัทธาในสถาบันกษัตริย์จึงเป็นความผิด 
    2. ในโพสต์ที่สอง เขาตั้งคำถามต่อความจำเป็นของการบังคับใช้มาตรา 112 กับผู้เห็นต่าง 
    3. ในโพสต์ที่สาม เขาได้โพสต์ตั้งคำถามต่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
  • วันที่ 24 ธ.ค. 2564 ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวของอานนท์ ที่ได้ยื่นไปตั้งแต่ 2 ธ.ค.  2563 โดยให้เหตุผลว่า การแสดงออกของอานนท์อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ประกอบกับอานนท์ถูกกล่าวหาในลักษณะเช่นนี้ที่ศาลนี้และศาลอื่นหลายคดี หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว อานนท์อาจไปกระทำการในทำนองเดียวกันหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น และในการยื่นคำร้องขอประกันตัวครั้งที่สอง
  • เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2565 ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยใช้หลักทรัพย์ประกันจำนวน 100,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด
 
  • วันที่ 17 ม.ค. 2567 ศาลได้คำพิพากษาว่า อานนท์มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) โดยลงโทษจำคุก 4 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีแรก
 
  • วันที่ 16 ก.พ. 2567 อานนท์ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยคำร้องดังกล่าวถูกส่งต่อให้ศาลอุทธรณ์ และในเวลาต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า การกระทำของจำเลยกระทบกระเทือนและสร้างความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี และนับโทษต่อ หากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ย่อมมีเหตุเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ 
.
(ข้อมูล ณ วันที่ 16 พ.ย. 2568) 

การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 1: ขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ

  • คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ให้ความเห็นว่าการควบคุมตัวอานนท์ นำภา เป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 1 เนื่องจากมาตรา 112 ไม่ถือว่าเป็นฐานทางกฎหมายที่สามารถมารองรับการลิดรอนเสรีภาพของอานนท์ได้
 
  • คณะทำงานฯ อธิบายว่าหลัก principle of legality บัญญัติว่า กฎหมายต้องมีนิยามที่ชัดเจน บุคคลทั่วไปต้องสามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายได้ มิเช่นนั้นประชาชนทั่วไปจะไม่สามารถปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของกฎหมายได้ 
 
  • โดยหากพิจารณาถึงมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกบังคับใช้ในการคุมขังอานนท์ นำภา คณะทำงานฯ ให้ความเห็นว่ามาตรา 112 มีความคลุมเครือและกว้างขวางเกินไป (vague and overly broad) กล่าวคือ มาตรา 112 ไม่มีนิยามที่ชัดเจนว่าการแสดงออกในลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์ ดังนั้น การบังคับใช้มาตรา 112 จึงขึ้นอยู่กับการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่โดยสิ้นเชิงในการตีความว่าการกระทำใดบ้างเข้าลักษณะความผิดมาตรา 112 
 
  • ไม่เพียงเท่านี้ คณะทำงานฯ ให้ความเห็นว่าการคุมขังอานนท์ นำภา ระหว่างพิจารณาคดีมากกว่า 200 วัน (อย่างน้อย 139 วัน จากคดีการปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และอย่างน้อย 100 วัน จากคดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนมกราคม 2564) เป็นการคุมขังที่ไม่มีฐานทางกฎหมายมารองรับ
 
  • คณะทำงานฯ อธิบายว่า ข้อ 9(3) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR วางหลักไว้ว่า มิให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลระหว่างการพิจารณาคดี ถ้าหากมีความจำเป็นที่ต้องคุมขังในระหว่างพิจารณาคดี การใช้มาตรการดังกล่าวต้องดำเนินการเป็นระยะสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาเป็นรายบุคคล (individualized determination) ตามความจำเป็นและความสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึงพฤติการณ์ทั้งหมด และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการป้องกันการหลบหนี การแทรกแซงพยานหลักฐาน และการกระทำผิดซ้ำ 
 
  • ทั้งนี้ ศาลควรพิจารณาว่ามีมาตรการอื่นใดที่สามารถบังคับใช้แทนการคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี เพื่อให้การคุมขังนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องถูกบังคับใช้ในกรณีดังกล่าว เช่น การให้ประกันตัว หรือ เงื่อนไขประการอื่น ๆ อีกทั้ง การออกคำสั่งให้คุมขังระหว่างพิจารณาคดีไม่ควรพิจารณาจากโทษที่บุคคลดังกล่าวอาจจะได้รับ แต่ควรพิจารณาบนฐานของความจำเป็น
 
  • คณะทำงานฯ เห็นว่าการสั่งคุมขังอานนท์ นำภา ระหว่างพิจารณาคดีกว่า 200 วัน ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาเป็นรายบุคคล (individualized determination) และหลักความจำเป็นหรือความสมเหตุสมผล การคุมขังดังกล่าวจึงขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ
 
  • คณะทำงานฯ ยังได้ให้ข้อสังเกตว่า ในกรณีที่แม้ว่าอานนท์ นำภาจะได้รับการประกันตัว แต่ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการประกันตัวที่เข้มงวด เช่น การใส่กำไล EM และห้ามออกจากเคหสถานระหว่าง 21.00 น. ถึง 6.00 น. ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับการคุมขังในเคหสถาน (house arrest) อานนท์ นำภาจึงถือว่าถูกลิดรอนเสรีภาพอยู่ ถึงแม้ว่าจะได้รับการประกันตัว ณ ตอนนั้นก็ตาม

.

การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 2: การใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

  • คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ให้ความเห็นว่าการควบคุมตัวอานนท์ นำภา เป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 2 เนื่องจากเป็นการละเมิดข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งให้การคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก กล่าวคือ เป็นการคุมขังอานนท์ นำภาอันเนื่องมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งมีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการแสดงออกในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ
 
  • คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการพิจารณาว่า  คำปราศรัยของอานนท์ นำภา ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากการชุมนุมในพื้นที่หรือบนพื้นที่ออนไลน์นั้นอยู่ในขอบเขตขอบเขตของการใช้สิทธิในการใช้เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งได้รับการคุ้มครองตามข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และข้อ 19 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ บุคคลสาธารณะทุกคน รวมถึงผู้มีอำนาจทางการเมืองสูงสุด เช่น ประมุขแห่งรัฐและรัฐบาลล้วนสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์และการคัดค้านทางการเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และกฎหมายไม่ควรมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นโดยที่ตั้งอยู่บนฐานของบุคคลที่อาจถูกกล่าวหาเท่านั้น
 
  • เมื่อพิจารณาหลักการตามข้อ 19 (3) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกอาจมีข้อจำกัดได้ แต่ข้อจำกัดดังกล่าวจำต้อง (1) บัญญัติไว้ในกฎหมาย (2) ต้องสอดคล้องกับความชอบด้วยด้วยกฎหมาย (ในกรณีอันได้แก่ การคุ้มครองความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน) และ (3) ข้อจำกัดดังกล่าวต้องเป็นไปตามหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (necessity and proportionality)
 
  • ทั้งนี้ รัฐบาลไทยเคยได้โต้แย้งว่า กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออกนั้น มีไว้เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของรัฐ แต่อย่างไรก็ตามคณะทำงานฯ ได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยให้ข้อสรุปว่า “มันไม่อาจฟังขึ้นว่าการกระทำของอานนท์ นำภานั้นจะเป็นการคุกคามสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น ความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย การสาธาณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน”
 
  • ยิ่งไปกว่านั้น คณะทำงานฯ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลไทยไม่ได้อธิบายเหตุผลว่า เหตุใดการจับกุม คุมขัง และดำเนินคดีต่ออานนท์ นำภา อันเนื่องมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ จึงเป็นการกระทำโดยเหมาะสมและได้สัดส่วน อีกทั้งยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า การควบคุมตัวบุคคลภายใต้การดำเนินคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ในประเทศไทยนั้นเป็นมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปแบบ กล่าวคือ เป็นการควบคุมตัวบุคคลที่มีความเห็นต่างต่อกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์โดยใช้เสรีภาพในการแสดงออกอย่างสันติ

.

การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 3: ละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

  • คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้ให้ความเห็นว่าการควบคุมตัวอานนท์ นำภา เป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 3 เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานสากลว่าด้วยหลักความชอบด้วยกฎหมาย (due process) อันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุด กล่าวคือ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รวมถึง ข้อ 9 (3) และข้อ 14 (3) (c) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้วางหลักการในกรณีที่มีการจับกุมหรือคุมขังในข้อกล่าวหาอาญาไว้ว่า บุคคลย่อมจะมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในระยะเวลาที่เหมาะสม และไม่ล่าช้าเกินควร
 
  • จากคดีการปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งอานนท์ นำภาถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นระยะเวลากว่า 139 วัน โดยได้รับการพิจารณาคดีเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2566 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 916 วัน นับตั้งแต่วันแรกที่ถูกดำเนินคดี และคดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนมกราคม 2564 ซึ่งอานนท์ นำภาถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเป็นระยะเวลากว่า 100 วัน โดยได้รับการพิจารณาคดีเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2566 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 667 วัน นับตั้งแต่วันแรกที่ถูกดำเนินคดี
 
  • ด้วยเหตุดังกล่าว คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการพิจารณาว่า การคุมขังอานนท์นำ ภา ภายใต้มาตรา 112 เป็นการละเมิด ข้อ 9 (3) และข้อ 14 (3) (c) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อีกทั้งยังขัดกับข้อที่ 38 ของหลักการเพื่อการคุ้มครองบุคคลที่ถูกกักขังหรือจำคุก (Body of Principles for the Protection of All Persons under Any Form of Detention or Imprisonment)

.

การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 5: การควบคุมตัวสืบเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติ โดยมิชอบด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ ความเห็นทางการเมือง ฯลฯ

  • คณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการได้พิจารณาแล้วว่าการควมคุมตัวโดยพลการของอานนท์ นำภา เป็นการควบคุมตัวอันเป็นเนื่องมาจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออกในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการใช้การใช้สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอื่น ๆ ซึ่งการพรากซึ่งสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวของบุคคล อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นการพรากเสรีภาพของบุคคลที่ขัดกับหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศบนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติทางความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่น ๆ
 
  • การควบคุมตัวอานนท์ นำภาจึงขัดต่อข้อ 2 และข้อ 7 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และข้อ 2 (1) และข้อ 26 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยเป็การเลือกปฏิบัติที่อยู่บนฐานของความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่น ๆ และในฐานะที่อานนท์ นำภาเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน
 
  • นอกจากนั้นแล้วคณะทำงานว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า ความคิดเห็นของอานนท์ นำภาเป็นประเด็นหลักของคดีดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังได้แสดงทัศนคติอันแสดงถึงการเลือกปฏิบัติ กล่าวคือ การเลือกปฏิบัติต่ออานนท์ นำภานั้นปรากฏได้จากการดำเนินคดีต่ออานนท์ นำภา สืบเนื่องจากการทำกิจกรรมทางด้านสิทธิมนุษยชนกว่า 26 คดี โดยมี 14 คดีที่เป็นการดำเนินคดีตามมาตรา 112 การควบคุมตัวอานนท์ นำภาที่มีการดำเนินระยะเวลาอย่างยาวนาน และการสร้างเงื่อนไขการประกันตัวที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน
  1. อานนท์ได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ และหากได้รับการปล่อยตัวแล้ว ตรงกับวันใด 
  2. มีการจ่ายค่าชดเชยหรือการเยียวยาอื่นใดแก่อานนท์หรือไม่
  3. มีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของอานนท์หรือไม่ และหากมี ผลการสืบสวนเป็นอย่างไร  
  4. มีการแก้ไขกฎหมายหรือเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติใด ๆ เพื่อให้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศตามที่ได้ให้ไว้ และสอดคล้องกับความเห็นฉบับนี้หรือไม่  
  5. มีการดำเนินการอื่นใดเพื่อให้ความเห็นฉบับนี้เกิดผลบังคับใช้หรือไม่
  • กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
    • ข้อ 9: สิทธิที่จะไม่ถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการ
    • ข้อ 14: สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
    • ข้อ 19: สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
    • ข้อ 26: หลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายและการไม่เลือกปฏิบัติ
 
  • ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)
    • ข้อ 9: การห้ามจับกุม คุมขัง หรือเนรเทศโดยพลการ