ประเทศไทยและ UN

“แนวทางในการรักษาความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทย คือการให้ความเคารพอย่างเต็มที่ต่อหลักการด้านประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย”

- พัน กี-มุน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ ในแถลงการณ์ วันที่ 20 พฤษภาคม 2557

photo-1623278589094-6741f418d3bf

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติคืออะไร?

คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council – HRC) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2549 ภายใต้องค์การสหประชาชาติ มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติ และยึดหลักความเป็นธรรมและความเท่าเทียม

HRC มีหน้าที่แก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการปฏิบัติมิชอบอย่างร้ายแรงและเป็นระบบ การจัดทำข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง และการส่งเสริมการดำเนินงานตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐต่าง ๆ รวมทั้งพันธกรณีจาการประชุมต่างๆของสหประชาชาติ ประเทศที่ได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิก HRC จะถูกคาดหวังให้รักษามาตรฐานสูงสุดในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจในระดับนานาชาติ

คณะมนตรีจะประชุมอย่างน้อยปีละสามครั้ง และจัดทำรายงานประจำปีพร้อมข้อเสนอแนะ เสนอต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนากฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

c1_3112089_250928110135_800

ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 13 พ.ค. โดยได้รับเสียงสนับสนุน 182 จาก 193 เสียงของรัฐภาคีสหประชาชาติ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีฯ ในสมัยที่ 5 ระหว่างเดือนมิ.ย. 2553 ถึงมิ.ย. 2554

2553
THAILAND-COUP-TANKS

ประเทศไทยได้หาเสียงเพื่อสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นครั้งที่สอง แต่ได้รับเพียง 136 เสียง ซึ่งไม่เพียงพอที่จะได้รับเลือก ในขณะเดียวกัน ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างอินเดีย (162 เสียง), อินโดนีเซีย (152 เสียง), บังกลาเทศ (149 เสียง) และกาตาร์ (142 เสียง) ต่างได้รับเลือกเข้าไป  หลายคนมองว่าความล้มเหลวครั้งนี้เป็นผลจากกระแสต่อต้านการรัฐประหารในประเทศไทย

2557
MFA

ประเทศไทยเริ่มหาเสียงเพื่อสมัครเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยมีการประกาศเจตจำนงผ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศ

2565
FDaxZRGVcAAgWLT-2_0

ในวันที่ 9 ต.ค. 2567 ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในวาระปี 2568–2570 ในฐานะตัวแทนกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก ประเทศไทยจะทำงานร่วมกับกาตาร์ ไซปรัส หมู่เกาะมาร์แชลล์ และสาธารณรัฐเกาหลี การดำรงตำแหน่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม 2568

2567
pexels-danielnouri-8253150

ประเทศไทยจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปีของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

2570

คำมั่นสัญญาจากประเทศไทย

ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเพื่อเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประเทศไทยให้คำมั่นจำนวนมากในประเด็นทั้งระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ รวมทั้ง:

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย

  • “ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อพัฒนาและทบทวนกฎหมาย นโยบาย และระเบียบข้อบังคับให้สอดคล้องกับ สนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี และรับรองการดำเนินการในประเทศให้มี ประสิทธิภาพ” 
  • “คำนึงถึงข้อเสนอแนะที่ได้รับจากกลไกประจำสนธิสัญญาต่าง ๆ กลไกพิเศษของคณะมนตรีสิทธิ มนุษยชน และข้อเสนอแนะที่ประเทศไทยได้ตอบรับในกระบวนการ Universal Periodic Review (UPR) ในการจัดทำนโยบายและกฎหมายต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินการตามนโยบายหรือ กฎหมายนั้น” 

สนับสนุนกลไกสหประชาชาติ

  • สนับสนุนการทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนและกลไกสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ของสหประชาชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่แท้จริงในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น บนพื้นฐานของ การไม่เลือกปฏิบัติ”
  • “มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์และส่งเสริมการทำงานที่มีประสิทธิภาพของกลไกพิเศษของคณะมนตรี สิทธิมนุษยชน และคำนึงถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของกลไกพิเศษฯ ในความพยายามพัฒนาปรับปรุง สถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก” 
  • “สนับสนุนการไม่ทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นการเมือง และดำเนินการเพื่อรักษาบทบาทของ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนในฐานะเวทีหารือแลกเปลี่ยนที่สร้างสรรค์ต่อไป รวมถึงส่งเสริมบทบาทที่ ก้าวหน้าของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนในการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ”

ประเทศไทยต้องทำหน้าที่อย่างไรบ้างในฐานะสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ?

การได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ถือเป็นเกียรติยศสำคัญของประเทศไทย แต่ก็มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันหนักหน่วงในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและในเวทีระหว่างประเทศ ศูนย์ทนายฯ จึงเรียกร้องให้ประเทศไทยปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาของตน โดยเริ่มจากการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนภายในประเทศเป็นลำดับแรก

เพื่อพิสูจน์ต่อทั้งประชาชนชาวไทยและประชาคมโลกว่าประเทศไทยพร้อมจะรับผิดชอบต่อบทบาทสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไทยจำเป็นต้อง:

  • ยุติการดำเนินคดีทางการเมืองและตรากฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ และคืนอิสรภาพให้กับผู้ต้องขังทางการเมือง รวมถึงผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นประมาทกษัตริย์);
  • แก้ไขกฎหมายมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษชนระหว่างประเทศ และ;
  • ยุติการดำเนินคดีทางการเมืองและการคุกคามอื่นๆทุกรูปแบบ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ