No. 64/2021: อัญชัญ ปรีเลิศ

ชื่อ:

อัญชัญ ปรีเลิศ

สถานะการควบคุม:

ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

วันที่:

27 ม.ค. 2565

ประเภทการควบคุม:

  • ประเภท 1 การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ
  • ประเภท 2 การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
  • ประเภท 3 เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (right to fair trial) ที่นำไปสู่การคุมขัง

ข้อมูลการละเมิดสิทธิ

  • อัญชัญ ปรีเลิศ อดีตข้าราชการพลเรือน ถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2), (3) และ (5) จากกรณีที่เธออัปโหลดคลิปเสียงซึ่งผลิตโดยบุคคลอื่นลงใน YouTube และ Facebook โดยคลิปเหล่านั้นถูกตีความว่ามีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสมาชิกราชวงศ์ ในคดีนี้ เธอถูกกล่าวหาว่าอัปโหลดคลิปทั้งหมด 19 ไฟล์ รวม 29 ครั้ง (นับเป็น 29 กระทง) ระหว่างวันที่ 12 พ.ย. 2557 ถึง 24 ม.ค. 2558

.

การจับกุมและการคุมขังระหว่างพิจารณา

  • วันที่ 25 ม.ค. 2558 เวลาประมาณ 15.00 น. อัญชัญถูกเจ้าหน้าที่ทหารติดอาวุธประมาณ 10 นาย และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีกอย่างน้อย 4 นาย เข้าจับกุมที่บ้านพักในกรุงเทพฯ . เจ้าหน้าที่ไม่ได้แสดงหมายจับ โดยอ้างอำนาจตามกฎอัยการศึก (ประกาศ คสช. ฉบับที่ 2/2557)
 
  • เธอถูกนำตัวไปควบคุมไว้ที่กองพันทหารสารวัตรที่ 11 เป็นเวลา 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-30 ม.ค. 2558
 
  • วันที่ 30 ม.ค. 2558 เธอถูกนำตัวไปที่ศาลทหารกรุงเทพ ซึ่งศาลได้อนุมัติคำร้องฝากขังของตำรวจ. เธอถูกส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง. อัญชัญถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี (pre-trial detention) โดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวเป็นเวลา 3 ปี 281 วัน  (เกือบ 3 ปี 9 เดือน) ก่อนที่ศาลทหารจะอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2561.

.

การสั่งฟ้องและกระบวนการพิจารณาคดี

  • อัญชัญถูกอัยการศาลทหารกรุงเทพสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2558. คดีของเธออยู่ในอำนาจของศาลทหารเป็นเวลาเกือบ 4 ปี ซึ่งมีการพิจารณาคดี 24 นัด . กระบวนการพิจารณาคดีในศาลทหารเป็นไปอย่างล่าช้ามาก (เช่น การเลื่อนสืบพยานโจทก์ถึง 8 ครั้ง)
 
  • คดีของเธอถูกโอนย้ายไปยังศาลอาญา (พลเรือน) ในเดือน ก.ค. 2562. ตลอดกระบวนการพิจารณาทั้งหมด 27 นัด ทั้งในศาลทหารและศาลอาญา ศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ (held behind closed doors) ทั้งหมด โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน

.

คำพิพากษา

  • วันที่ 15 ธ.ค. 2563 ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลอาญา อัญชัญได้ตัดสินใจรับสารภาพต่อทุกข้อกล่าวหา เพื่อให้คดีถึงที่สุดและมีสิทธิขอรับพระราชทานอภัยโทษ
 
  • วันที่ 19 ม.ค. 2564 ศาลอาญามีคำพิพากษาว่าเธอมีความผิด 29 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 87 ปี. แต่เนื่องจากรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 43 ปี 6 เดือน.

.

การปล่อยตัว

อัญชัญถูกคุมขังนับแต่นั้นมา จนกระทั่งได้รับพระราชทานอภัยโทษ และได้รับการปล่อยตัวจากทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568
.
(ข้อมูล ณ วันที่ 16 พ.ย. 2568) 

การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 1: ขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ

  • คณะทำงานฯ (WGAD) เห็นว่าการควบคุมตัวอัญชัญเป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 1 เนื่องจากขาดฐานทางกฎหมายที่ชอบธรรมมารองรับในหลายมิติ
 
  • ประการแรก การจับกุมในวันที่ 25 ม.ค. 2558 เป็นการกระทำโดยไม่มีหมายจับจากอำนาจตุลาการที่เป็นอิสระ การลิดรอนเสรีภาพใดๆ ต้องมีคำสั่งศาลรองรับ การอ้างเพียงกฎอัยการศึกไม่เพียงพอที่จะทำให้การจับกุมนั้นชอบด้วยกฎหมาย 
 
  • ประการที่สอง เธอถูกควบคุมตัวในค่ายทหารเป็นเวลา 5 วัน (25-30 ม.ค. 2558) ก่อนจะถูกนำตัวไปพบผู้พิพากษาศาลทหาร ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิที่จะต้องถูกนำตัว “โดยพลัน” (promptly) ต่อหน้าศาล (ตามมาตรฐานสากลคือภายใน 48 ชั่วโมง) อันเป็นการละเมิด ICCPR ข้อ 9(3) 
 
  • ประการที่สาม และสำคัญที่สุด คณะทำงานฯ เห็นว่าตัวบทกฎหมายที่ใช้ในการคุมขังเธอ คือ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 นั้น ขัดต่อหลักนิติธรรม (principle of legality) กฎหมายเหล่านี้มีลักษณะคลุมเครือและกว้างเกินไป (vague and overly broad) โดย มาตรา 112 ไม่ได้กำหนดนิยามที่ชัดเจนว่าการกระทำใดถือเป็น “การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้าย” และ มาตรา 14 ก็ไม่ได้นิยาม “ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง” ให้ชัดเจน การที่กฎหมายคลุมเครือเช่นนี้ทำให้การบังคับใช้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่โดยสิ้นเชิง
 
  • คณะทำงานฯ ยืนยันว่า เมื่อกฎหมายที่ใช้เป็นฐานในการควบคุมตัวนั้นขัดต่อสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเสียเอง การควบคุมตัวนั้นจึงถือว่า “ขาดฐานทางกฎหมาย” (lacks legal basis) และเป็นการควบคุมตัวโดยพลการ

.

การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 2: การใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

  • คณะทำงานฯ เห็นว่าการควบคุมตัวอัญชัญเป็นการควบคุมตัวโดยพลการประเภทที่ 2 เพราะเป็นผลโดยตรงมาจากการที่เธอใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก (freedom of expression) ตามที่ได้รับการคุ้มครองใน ICCPR ข้อ 19 
 
  • การกระทำของเธอคือการ “อัปโหลดคลิปเสียง” ลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นการ “แสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลและความคิดเห็น” และอยู่ในขอบเขตของวาทกรรมทางการเมือง (political discourse) และการแสดงความเห็นต่อกิจการสาธารณะ (commentary on public affairs) 
 
  • คณะทำงานฯ ย้ำว่า บุคคลสาธารณะทั้งหมด รวมถึงประมุขแห่งรัฐ (Heads of State) ย่อมอยู่ภายใต้การวิพากษ์วิจารณ์ การที่การแสดงออกถูกมองว่าเป็นการ “ดูหมิ่น” (insulting) บุคคลสาธารณะ ไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่การลงโทษทางอาญา และการจำคุก “ไม่เคยเป็นบทลงโทษที่เหมาะสม” (never an appropriate penalty) สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท 
 
  • รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่า การกระทำของอัญชัญ (ซึ่งไม่ได้ผลิตเนื้อหาเอง) ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติหรือยุยงให้เกิดความรุนแรงอย่างไร ดังนั้น การลงโทษจำคุกถึง 43 ปี 6 เดือน จึงเป็นมาตรการที่ “ไม่ได้สัดส่วนอย่างร้ายแรง” (grossly disproportionate)  ต่อการใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน

.

การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 3: ละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

  • คณะทำงานฯ สรุปว่า การละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของอัญชัญนั้น “ร้ายแรง” (of such gravity) จนทำให้การควบคุมตัวของเธอเป็นการโดยพลการตามประเภทที่ 3 
 
  • ประการแรก คดีของเธอถูกพิจารณาในศาลทหารเป็นเวลาเกือบ 4 ปี คณะทำงานฯ ยืนยันว่าศาลทหารไทย “ไม่สามารถถือได้ว่าเป็นศาลที่มีความสามารถ เป็นอิสระ และเป็นกลาง” (not competent, independent or impartial) เนื่องจากผู้พิพากษาทหารอยู่ภายใต้อำนาจของฝ่ายบริหาร (กระทรวงกลาโหม) และขาดการฝึกฝนด้านกฎหมายที่เพียงพอ การพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหารนั้นถือเป็นการละเมิด ICCPR ข้อ 14 อย่างชัดเจน 
 
  • ประการที่สอง การพิจารณาคดีทั้งหมด 27 นัด ทั้งในศาลทหารและศาลอาญา เป็นการพิจารณาคดีลับ (held behind closed doors) ซึ่งละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย (public hearing) ตาม UDHR ข้อ 10 และ ICCPR ข้อ 14(1) การอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติและศีลธรรมอันดีนั้น ไม่เพียงพอที่จะปิดกั้นการเข้าถึงของสาธารณะชนในคดีเช่นนี้ 
 
  • ประการที่สาม เธอถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี (pre-trial detention) นานถึง 3 ปี 281 วัน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดี “โดยไม่ชักช้า” (without undue delay) ตาม ICCPR ข้อ 14(3)(c) ความล่าช้านี้เกิดจาก “กระบวนการที่เชื่องช้าอย่างยิ่ง” (extremely slow pace) ของศาลทหาร 
 
  • ประการที่สี่ การปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวเธอในตอนแรก โดยอ้าง “ความร้ายแรงของบทลงโทษ” (severity of the offense) นั้น ขัดต่อหลักการของ ICCPR ข้อ 9(3)  ที่ว่าการคุมขังระหว่างพิจารณาคดีต้องเป็นข้อยกเว้น และต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล (individualized determination) ไม่ใช่พิจารณาจากอัตราโทษ
  1. อัญชัญได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ และหากได้รับการปล่อยตัวแล้ว ตรงกับวันใด
  2. มีการจ่ายค่าชดเชยหรือการเยียวยาอื่นใดแก่อัญชัญหรือไม่
  3. มีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของอัญชัญหรือไม่ และหากมี ผลการสืบสวนเป็นอย่างไร
  4. มีการแก้ไขกฎหมายหรือเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติใด ๆ (โดยเฉพาะ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ และสอดคล้องกับความเห็นฉบับนี้หรือไม่
  5. มีการดำเนินการอื่นใดเพื่อให้ความเห็นฉบับนี้เกิดผลบังคับใช้หรือไม่
  • กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
    • ข้อ 2: สิทธิที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
    • ข้อ 9: สิทธิที่จะไม่ถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการ (และสิทธิที่จะถูกนำตัวพบผู้พิพากษาโดยพลัน)
    • ข้อ 14: สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (โดยศาลที่เป็นอิสระ เป็นกลาง และโดยเปิดเผย)
    • ข้อ 19: สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
 
  • ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)
    • ข้อ 3: สิทธิในชีวิตและเสรีภาพ
    • ข้อ 8: สิทธิในการได้รับการเยียวยา
    • ข้อ 9: การห้ามจับกุม คุมขัง หรือเนรเทศโดยพลการ
    • ข้อ 10: สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม โดยศาลที่เป็นอิสระและเป็นกลาง
    • ข้อ 19: สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น