No. 49/2023: “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์
ชื่อ:
“ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์
สถานะการควบคุม:
ได้รับการปล่อยตัวแล้ว
วันที่:
23 ต.ค. 2566
ประเภทการควบคุม:
- ประเภท 1 การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ
- ประเภท 2 การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
- ประเภท 3 เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (right to fair trial) ที่นำไปสู่การคุมขัง
ข้อเท็จจริง
ข้อมูลการละเมิดสิทธิ
- ในช่วงต้นปี 2565 ตะวันเริ่มเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่ม “มังกรปฏิวัติ (Draconis Revolution)” และ “ทะลุวัง (ThaluWang)” ซึ่งมีรายงานว่าเป็นกลุ่มที่รณรงค์เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยด้วยวิธีการสันติ กลุ่มทะลุวังได้ดำเนินกิจกรรมโดยการทำโพลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะ มีรายงานว่าสมาชิกกลุ่มทะลุวังจะเดินเข้าไปในรถไฟฟ้าใต้ดินโดยถือโปสเตอร์ที่มีข้อคำถาม ซึ่งมักเกี่ยวกับการสนับสนุนและมุมมองของประชาชนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์ จากนั้นพวกเขาจะนำริบบิ้นมาแจกจ่ายแก่ผู้โดยสาร โดยแต่ละสีจะแสดงถึงคำตอบของคำถามนั้น ๆ สมาชิกกลุ่มทะลุวังจะเชิญชวนผู้โดยสารให้ผูกริบบิ้นที่แสดงถึงคำตอบของตนเองไว้กับราวจับบนรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อที่จะสามารถวัดผลการตอบกลับได้
.
การจับกุม และ ดำเนินคดี
- วันที่ 26 ก.พ. 2565 ตะวัน ถูกจับกุมจากการจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นว่ากฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ควรถูกยกเลิกหรือไม่ ข้อมือของเธอถูกมัดด้วยสายรัด และเธอไม่ได้รับอนุญาตให้นำที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้เข้าไปในสถานีตำรวจด้วย เธอถูกปรับ 5,000 บาทและได้รับการปล่อยตัว โดยรอยมัดทำให้เกิดรอยฟกช้ำที่ข้อมือของเธอ
- วันที่ 5 มี.ค. 2565 ตะวันถูกจับกุมอีกครั้งที่ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร ขณะกำลังไลฟ์สดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน โดยมีการกล่าวอ้างว่าเสียงจากไลฟ์สดของเธอได้บันทึกว่าเธอตั้งคำถามถึงวิธีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายกลุ่มชาวนาที่ชุมนุมตามเส้นทางดังกล่าว ซึ่งเกษตรกรเหล่านั้นกำลังเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สินทางการเกษตร โดยในไลฟ์สด ตะวันได้กล่าวว่า การประท้วงของเกษตรกรถูกสลายเพื่อให้กษัตริย์เสด็จผ่านโดยไม่ต้องได้ยินการประท้วง จากนั้นเธอระบุว่าวิธีที่ตำรวจตอบสนองต่อเกษตรกรแสดงให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญมากกว่าประชาชน
- ในระหว่างการจับกุมนั้นไม่ได้มีการแสดงหมายจับ ตะวันถูกตั้งข้อหาและจับกุมในที่เกิดเหตุ โดยเจ้าหน้าที่หลายคนที่ร่วมกันจับกุมได้อ่านสิทธิบางส่วนของเธอ อย่างไรก็ตาม มีการกล่าวอ้างว่ามีการยื่นคำร้องขอควบคุมตัวตะวัน ซึ่งลงนามโดยร้อยตำรวจโทของสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง
- มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่เชื่อว่าการกระทำของตะวัน อาจยุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อสถาบันกษัตริย์ และหากเธอได้รับการประกันตัว เธออาจหลบหนีและยากต่อการติดตามตัวกลับมาได้ ตะวันถูกควบคุมตัวภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกระหว่าง 3 ถึง 15 ปี สำหรับผู้ใดที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งในทางปฏิบัติ บทบัญญัติดังกล่าวมักถูกนำมาใช้เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมือง
- คฝ.หญิงได้เข้าควบคุมตัวทานตะวันขึ้นรถตำรวจ โดยผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง กล่าวอ้างว่าเธอขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน บนรถได้มีเจ้าหน้าที่หญิงขึ้นนั่งประกบเธอ และพาตัวไปยัง สน.พญาไท ซึ่งไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ แต่ต่อมาได้รีบนำตัวเธอย้ายไปยังสโมสรตำรวจที่เขตหลักสี่บริเวณชานเมืองกรุงเทพมหานคร โดยมีรายงานว่าเป็นความพยายามเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้สนับสนุนของเธอติดตามและจัดการชุมนุมประท้วงที่สถานีตำรวจ มีการกล่าวอ้างว่าตะวัน ถูกควบคุมตัวไว้ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดซึ่งตั้งอยู่ภายในสโมสรตำรวจ และมีรายงานว่าหลังจากถูกควบคุมตัวที่สโมสรตำรวจได้ประมาณสองชั่วโมง ตะวันจึงได้รับอนุญาตให้พบกับทนายความ
- วันที่ 6 มี.ค. 2565 ตะวันถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ โดยมีเหตุผลว่าความคิดเห็นของเธอในระหว่างไลฟ์สดอาจยุยงให้บุคคลเกลียดชังกษัตริย์ และในวันที่ 7 มี.ค. 2565 เธอได้รับอนุญาตให้ประกันตัวด้วยเงิน 100,000 บาท โดยมีเงื่อนไขบางประการ ซึ่งรวมถึงการที่เธอต้องละเว้นจากการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อยุยงให้ผู้อื่นประท้วงหรือเข้าร่วมในการชุมนุมทางการเมืองใด ๆ
- วันที่ 20 เม.ย. 2565 ตะวันถูกเพิกถอนการประกันตัว เนื่องจากศาลอ้างว่ากิจกรรมบนโซเชียลมีเดียของเธอเป็นการกระทำผิดซ้ำอีกครั้ง โดยข้อกล่าวหานี้อ้างอิงจากเอกสารและภาพในโซเชียลมีเดียที่ผู้พิพากษาเป็นผู้จัดทำเอง ซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวไม่น่าจะถูกนำเสนอต่อศาลตามกระบวนการที่ถูกต้องเกี่ยวกับการยื่นพยานหลักฐาน ต่อมาตะวันถูกนำตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง
- หนึ่งวันหลังจากการประกันตัวถูกเพิกถอน ในวันที่ 21 เม.ย. 2565 ตะวันได้เริ่มต้นอดอาหารประท้วงการควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดี เธอปฏิเสธอาหารทุกชนิด โดยยอมรับเพียงน้ำและนมในบางครั้ง
- วันที่ 17 พ.ค. 2565 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกลได้ยื่นขอประกันตัวตะวัน โดยใช้สถานะของเขาเป็นหลักประกัน มีรายงานระบุว่า คำขอของเขาถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าเขาไม่ได้นำสลิปเงินเดือนมายืนยันการจ้างงานของตน และไม่มีเหตุผลพิเศษอื่นใดที่จะให้ประกันตัว หลังจากนั้น เขาได้ยื่นหนังสือรับรองจากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งระบุเงินเดือนของตน
- วันที่ 20 พ.ค. 2565 การประกันตัวของตะวันได้รับการขยายออกไปอีกเจ็ดวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนดังกล่าวได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอีกครั้ง และมีการกำหนดนัดไต่สวนการประกันตัวในวันที่ 26 พ.ค. 2565
- วันที่ 26 พ.ค. 2565 ตะวันได้รับอนุญาตให้ประกันตัว และในวันที่ 27 พ.ค. 2565 เธอได้รับการปล่อยตัวโดยมีเงื่อนไขการประกันตัวเป็นเวลา 30 วัน ในขณะนั้น ตะวันได้อดอาหารประท้วงเป็นเวลา 37 วันแล้ว อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการประกันตัวในขณะนั้นมีลักษณะคล้ายกับการกักบริเวณในบ้าน เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากที่พักอาศัย เว้นแต่จะมีการยื่นคำร้องโดยละเอียดและศาลอนุมัติคำร้องดังกล่าว อีกทั้งเธอยังต้องติดกำไล EM เพื่อติดตามตำแหน่งของเธอ นอกจากนี้ เธอยังถูกห้ามออกนอกประเทศ
- เดือนพฤศจิกายน 2565 มีการกำหนดวันพิจารณาคดีของตะวัน โดยการสืบพยานโจทก์ถูกกำหนดไว้ในวันที่ 8 ถึง 10 และวันที่ 16 ส.ค. 2566 และการสืบพยานจำเลย ถูกกำหนดไว้ในวันที่ 17 ถึง 22 ส.ค. 2566 คาดว่าจะออกคำตัดสินภายในหนึ่งถึงสองเดือนหลังจากสิ้นสุดการพิจารณาคดี และหากถูกตัดสินว่ามีความผิด คาดว่าตะวันจะถูกพิพากษาลงโทษในวันเดียวกัน
- วันที่ 16 ม.ค. 2566 ตะวันได้ปรากฏตัวต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนการประกันตัวของตนเอง และเพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนอื่น ๆ โดยการให้ประกันตัว และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย รวมถึงการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นและกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ ส่งผลให้ตะวันถูกควบคุมตัว และในวันที่ 18 ม.ค. 2566 ตะวันได้เริ่มอดอาหารประท้วงอีกครั้ง ในครั้งนี้เธอปฏิเสธทั้งอาหารและน้ำภายในทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อประท้วงสิ่งที่เธอเห็นว่าเป็นการควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์
- วันที่ 20 ม.ค. 2566 ตะวันหมดสติและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เธอปฏิเสธทั้งอาหาร น้ำ และการรักษาทางการแพทย์ส่วนใหญ่ รวมถึงยาลดกรด และมีอาการอ่อนเพลียอย่างมาก ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้หากไม่มีคนพยุง มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ต่อมน้ำเหลืองบวม และมีความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเนื่องจากภาวะขาดสารอาหารและการขาดโพแทสเซียม เมื่อพิจารณาจากอาการของเธอ กลุ่มทนายความสิทธิมนุษยชนจึงได้ส่งตัวแทนไปเยี่ยมเธอทุกวัน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 28 ม.ค. 2566 มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้ปฏิเสธไม่ให้กลุ่มดังกล่าวเข้าเยี่ยมตะวัน โดยให้เหตุผลว่าเป็นวันหยุดราชการ
.
การปล่อยตัว
- วันที่ 24 ก.พ. 2566 ตะวันได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลด้วยตนเอง เพื่อไปประท้วงโดยสันติหน้าศาลฎีกา แต่ในสัปดาห์ถัดมา สุขภาพของเธอได้ทรุดลงจากการอดอาหาร จึงถูกนำตัวกลับเข้ารักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ อีกครั้ง
- ต่อมา ตะวันได้ประกาศยุติการอดอาหารในวันที่ 11 มี.ค. 2566 และได้รับการปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มี.ค. 2566
- หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้ว มีการกล่าวอ้างว่าตะวันได้รับการปล่อยตัวระหว่างรอการพิจารณาคดี การพิจารณาคดีของเธอถูกกำหนดให้เริ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม 2566 หากถูกตัดสินว่ามีความผิด เธออาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 15 ปี เนื่องจากอัตราการตัดสินลงโทษตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาที่สูงมาโดยตลอด ตะวันจึงมีแนวโน้มสูงที่จะถูกตัดสินว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหา นอกจากนี้ ไม่มีอุปสรรคทางกฎหมายใดที่จะห้ามรัฐบาลไม่ให้กลับมาควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดีหรือใช้ข้อจำกัดเสรีภาพอื่น ๆ ต่อเธออีก
.
(ข้อมูล ณ วันที่ 16 พ.ย. 2568)
ความคิดเห็นคณะทำงาน
การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 1: ขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ
- ในกรณีการจับกุมตัวตะวันโดยไม่มีหมายจับ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 ขณะไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จ หน้าอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ในประเทศไทย คณะทำงานฯ ได้ย้ำเตือนว่าการจับกุม คุมขัง โดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับอย่างเพียงพอถือเป็นการควบคุมตัวตามอำเภอใจ การลิดรอนสิทธิและเสรีภาพจะต้องมีกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ ซึ่งโดยทั่วไปการจับกุมจะต้องมีหมายจับ คำสั่งจับกุม หรือเอกสารอื่นที่เทียบเท่า
- นอกจากนี้ การคุมขังหรือการจำคุกในรูปแบบใดๆ ควรได้รับคำสั่งหรืออยู่ภายใต้การควบคุมที่มีประสิทธิภาพของฝ่ายตุลาการหรือหน่วยงานอื่นภายใต้กฎหมาย ซึ่งคณะทำงานฯ พบว่าตะวันถูกปฏิเสธไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามหลักการในข้างต้น เป็นการละเมิดปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 3 และข้อ 9 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 (1)
- แม้ตะวันจะได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2565 แต่เงื่อนไขในการประกันตัวของตะวันในขณะนั้นคล้ายกับการคุมขังในบ้าน โดยตะวันไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเคหสถาน ยกเว้นยื่นคำร้องต่อศาลและได้รับการอนุมัติ, ต้องสวมอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และถูกห้ามไม่ให้ออกนอกประเทศ ซึ่งคณะทำงานฯ พบว่าในสถานการณ์ดังกล่าว การคุมขังตะวันในบ้านเป็นการลิดรอนเสรีภาพตามอำเภอใจ
- สุดท้ายนี้ ในการพิจารณาว่าการจับกุมและควบคุมตัวตะวันโดยที่ยังไม่ได้มีการพิจารณาคดี ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่นั้น คณะทำงานฯ ระบุว่า มาตรา 112 มีความคลุมเครือและกว้างเกินไป โดยไม่ได้กำหนดว่าการแสดงออกประเภทใดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์ และปล่อยให้การตัดสินว่าการกระทำเป็นความผิดหรือไม่เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ขัดกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 11 (2) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 15 (1)
- คณะทำงานฯ จึงเชื่อว่าตะวันถูกควบคุมตัวตามกฎหมายที่ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดแจ้ง เป็นผลให้ไม่มีฐานทางกฎหมายในการกักขัง และการลิดรอนเสรีภาพของตะวันเป็นไปตามอำเภอใจ
.
การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 2: การใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
- คณะทำงานฯ พิจารณาว่า การถ่ายทอดสดและการโพสต์ของตะวันอยู่ภายในขอบเขตของการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งได้รับการคุ้มครองโดยปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 19 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 ซึ่งสิทธิดังกล่าวรวมถึงการแสดงออกทางความคิดและความคิดเห็นทุกรูปแบบที่สามารถถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้ รวมถึงวาทกรรมทางการเมือง ความเห็นเกี่ยวกับกิจการสาธารณะ และการแสดงออกทางวัฒนธรรมและศิลปะ
- คณะทำงานฯ เห็นว่ารูปแบบในการแสดงออกในลักษณะที่ถูกพิจารณาว่าเป็นการดูหมิ่นบุคคลสาธารณะ ยังไม่เป็นเหตุผลที่ชอบธรรมมากเพียงพอให้ต้องกำหนดบทลงโทษทางอาญา บุคคลสาธารณะทุกคน ซึ่งรวมถึงบุคคลที่ใช้อำนาจทางการเมืองสูงสุด เช่น ประมุขแห่งรัฐและรัฐบาล ถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่จำต้องรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และการมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หลักกฎหมายไม่ควรบัญญัติให้มีการลงโทษที่รุนแรงขึ้นเพียงเพราะสถานะหรือตัวตนของบุคคลซึ่งไม่อาจกล่าวหาได้
- ภายใต้ข้อ 19 (3) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนด 3 ประการ คือ ข้อจำกัดต้องบัญญัติไว้ในกฎหมายซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน ตามความจำเป็นและได้สัดส่วน ซึ่งรัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการจับกุม กักขัง และดำเนินคดีเป็นการตอบสนองที่จำเป็นและได้สัดส่วนต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกโดยสงบของตะวัน
- การกระทำของตะวันถือเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์สาธารณะโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่ามาตรา 112 จะกำหนดให้การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์เป็นความผิดทางอาญา แต่กฎหมายไม่ได้ให้แนวทางว่าการกระทำเช่นใดบ้างที่ถูกจำกัด และส่วนสำคัญ คือ ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าพฤติกรรมของตะวันเป็นการยุยงให้เกิดความรุนแรงอย่างไร
- คณะทำงานฯ ไม่คิดว่ามีความเป็นไปได้ที่การกระทำของตะวันอาจคุกคามสิทธิหรือชื่อเสียงของผู้อื่น, ความมั่นคงของชาติ, ความสงบเรียบร้อย, การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน และคณะทำงานฯ ตั้งข้อสังเกตด้วยความกังวลอย่างยิ่งถึงโทษจำคุกที่ไม่ได้สัดส่วนกับการใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน
- คณะทำงานฯ เห็นว่า การตั้งข้อกล่าวหาและการพิพากษาลงโทษตามมาตรา 112 สำหรับการใช้สิทธิโดยสันติไม่สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
- จากเหตุผลข้างต้น คณะทำงานฯ พบว่า การลิดรอนเสรีภาพของตะวันเกิดขึ้นโดยพลการ ขัดต่อปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 19 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 19 ซึ่งคณะทำงานฯ จะส่งกรณีของตะวันไปยังผู้รายงานพิเศษด้านการส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็น (Special Rapporteur on the promotion and protection of the right to freedom of opinion and expression) เพื่อดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป
.
การคุมขังโดยพลการภายใต้ประเภทที่ 3: ละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
- กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 (3) และ 14 (3) (ค) ระบุว่า บุคคลที่ถูกจับกุมหรือคุมขังในข้อหาทางอาญาจะต้องมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควรและไม่ชักช้าเกินความจำเป็น ความสมเหตุสมผลของความล่าช้าในการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาจะต้องได้รับการประเมินตามพฤติการณ์ของแต่ละคดี โดยคำนึงถึงความซับซ้อน ความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหา และวิธีการจัดการของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อคณะทำงานฯ พบว่าการกักขังตะวันเป็นไปตามอำเภอใจเนื่องจากเป็นผลมาจากการใช้สิทธิโดยสันติ ความล่าช้าในการดำเนินคดีของตะวันจึงไม่สมเหตุสมผล
- แม้ตะวันจะได้รับการปล่อยตัวระหว่างการพิจารณาคดีแล้ว แต่รัฐบาลก็มีพันธกรณีที่จะต้องจัดให้มีการพิจารณาคดีโดยเร็ว ในการนี้ คณะทำงานฯ ตั้งข้อสังเกตว่า โจทก์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ทำให้การดำเนินคดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น รวมทั้งไม่ตอบสนองต่อคำร้องของทนายฝ่ายจำเลย ทำให้เกิดความล่าช้า เมื่อพิจารณาปัจจัยดังกล่าวแล้ว คณะทำงานฯ พบว่ากำหนดการพิจารณาคดีในเดือนสิงหาคม 2566 ซึ่งเป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีครึ่งหลังจากการถูกจับกุมของตะวันนั้น ยาวนานจนไม่อาจยอมรับได้และเป็นการละเมิดต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 (3) และข้อ 14 (3) (ค)
- จากเหตุผลข้างต้น คณะทำงานฯ จึงสรุปว่า การที่ตะวันถูกละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การถูกลิดรอนเสรีภาพของตะวันมีลักษณะเป็นไปโดยอำเภอใจ
คำร้องจากคณะทำงานต่อรัฐบาลไทย
- ตะวันได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ และหากได้รับการปล่อยตัวแล้ว ตรงกับวันใด
- มีการจ่ายค่าชดเชยหรือการเยียวยาอื่นใดแก่ตะวันหรือไม่
- มีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของตะวันหรือไม่ และหากมี ผลการสืบสวนเป็นอย่างไร
- มีการแก้ไขกฎหมายหรือเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติใด ๆ เพื่อให้กฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศตามที่ได้ให้ไว้ และสอดคล้องกับความเห็นฉบับนี้หรือไม่
- มีการดำเนินการอื่นใดเพื่อให้ความเห็นฉบับนี้เกิดผลบังคับใช้หรือไม่
กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
- กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)
- ข้อ 9: สิทธิที่จะไม่ถูกจับกุมหรือคุมขังโดยพลการ
- ข้อ 14: สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
- ข้อ 15: หลักไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย
- ข้อ 19: สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
- ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)
- ข้อ 9: การห้ามจับกุม คุมขัง หรือเนรเทศโดยพลการ
- ข้อ 10: สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม โดยศาลที่เป็นอิสระและเป็นกลาง
- ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (UN Declaration on Human Right Defenders)
- ข้อ 1: สิทธิในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยไม่ถูกคุกคาม
- ข้อ 2: สิทธิทำงานร่วมกับผู้อื่นและเข้าร่วมองค์กรเพื่อส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
- ข้อ 5: สิทธิในการรวมตัว แสดงออก และเข้าถึงข้อมูล
- ข้อ 6: สิทธิในการเข้าถึง เผยแพร่ และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน